Blackwater นักรบรับจ้างสุดเท่ในสมรภูมิอิรัค

    ตำนานของ “ทหารรับจ้าง” หรือที่หลายๆ คนเรียกว่า “นักรบรับจ้าง” ซึ่งตรงกับศัพท์ภาษาอังกฤษที่ว่า Mercenary นั้นมีมาตั้งแต่อดีตกาล ในสงครามยุคโบราณล้วนมีการบันทึกถึงนักรบรับจ้าง ที่ยอมแลก “ชีวิต” เพื่อให้ได้มาซึ่งเกียรติยศ ชื่อเสียง และทรัพย์สินเงินทอง

ตัวอย่าง เช่น ฟาโรห์รามีเสสที่ 2 แห่งอียิปต์ได้ใช้ทหารรับจ้างจากลิเบีย และซีเรียจำนวนกว่า 11,000 คนมาประจำการในกองทัพของพระองค์ตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ก่อนคริสตกาล เพื่อทำการรบในนามของกองทัพอียิปต์

นอกจากนี้จาก บันทึกประวัติศาสตร์การรบในยุโรปปลายยุคกลางจนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 จะเห็นชื่อของหน่วย “คอนดอตติเอโร (Condottiero)” ซึ่งเป็นกองทหารรับจ้างจากประเทศอิตาลีปรากฏอยู่หลายครั้งหลายครา โดยหน่วยทหารดังกล่าวเป็นหน่วยทหารอิสระ ไม่ขึ้นการบังคับบัญชากับรัฐใด พวกเขาจะปฏิบัติหน้าที่ก็ต่อเมื่อถูกว่าจ้างจากนครรัฐในอิตาลีหรือจากพระ สันตะปาปาเท่านั้น

https://i1.wp.com/4.bp.blogspot.com/_19gUmelWk8s/S8Oi-jqk8pI/AAAAAAAAAJE/gL4lb-901Bo/s1600/RSNF2111GUR-280_456370a.jpg

 ในสงครามยุคปัจจุบันทหารรับจ้าง ได้กลายเป็นหน่วยทหารที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายดังเช่น ทหารกรุข่าแห่งเนปาลก็ถือเป็นนักรบรับจ้างชั้นเยี่ยมของอังกฤษ หรือทหารรับจ้างจากแอฟริกาใต้ที่เข้าไปทำสงครามในประเทศคองโกในช่วงปี 1960 – 1965

บางประเทศถึงกับมีการส่งออกทหารรับจ้างออกไปรับจ้างรบกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เช่น ทหารรับจ้างจากสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส รัสเซีย โบลิเวีย ฟิลิปปินส์ และอูกานดา เป็นต้น ซึ่งหากทหารรับจ้างเหล่านี้ปฏิบัติภารกิจสำเร็จ มีชีวิตรอดกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอนได้ พวกเขาก็จะมีรายได้จำนวนมากให้กับตนเองและครอบครัวเลยทีเดียว

สำหรับคำว่า “ทหารรับจ้าง” นั้น ได้มีการให้คำจำกัดความไว้สองประการคือ

ประการแรกเป็นทหารที่ถูกจ้างโดยบริษัทเอกชนที่ประกอบกิจการด้านการทหารหรือ พี เอ็ม ซี (PMC – Private Military Company) และ

ประการ ที่สองเป็นนักรบอิสระที่ถูกว่าจ้างโดยรัฐบาลประเทศใดประเทศหนึ่งหรือกลุ่ม ธุรกิจใดๆ ก็ตามโดยไม่ผ่าน PMC ก็ได้ นักรบรับจ้างเหล่านี้ มักจะถูกมองว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อแลกเปลี่ยนกับเงินตรา ไร้อุดมการณ์ ดังเช่นนักรบรับจ้างที่ปฏิบัติภารกิจให้กับกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดที่ทรง อิทธิพลในทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ หรือถูกว่าจ้างโดยรัฐบาลเผด็จการที่โหดเ***้ยมในทวีปแอฟริกา

ทำให้ “ทหารรับจ้าง” ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบมากกว่า “ทหารประจำการ” ที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นหน่วยทหารที่รบด้วยความเสียสละเพื่อประเทศชาติ

อย่าง ไรก็ตามมีหลายครั้งหลายครา ที่ทหารรับจ้างได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ ควบคู่ไปกับการปฏิบัติภายใต้สัญญาที่กระทำต่อบริษัทเอกชนที่ประกอบกิจการ ด้านการทหารหรือ PMC เช่น สงครามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงทศวรรษที่ 1970 ที่ทหารรับจ้างจำนวนมากจากบางประเทศได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อป้องกันการแผ่ ขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์เข้าสู่ประเทศของตนตามแนวคิด “ทฤษฎีโดมิโน”

https://i1.wp.com/www.truthdig.com/images/eartothegrounduploads/blackwater_350.jpg

  ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ดำรงสถานะเป็น “นักรบรับจ้าง” ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีอีกหลายครั้งที่ทหารรับจ้างได้ใช้ความเป็นอิสระ ไม่ขึ้นการบังคับบัญชา และไม่ติดอยู่กับกฏระเบียบให้เกิดประโยชน์ ด้วยการปฏิบัติภารกิจในการช่วยเหลือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในสงครามกลางเมือง ในทวีปแอฟริกาได้อย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ ในขณะที่กองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ (UNPKF – United Nations Peacekeeping Forces) ไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากติดขัดกฎระเบียบเรื่อง “กฎการใช้กำลัง” ที่อนุญาตให้กองกำลังรักษาสันติภาพดังกล่าวใช้อาวุธได้เพียงเพื่อการป้องกัน ตัวเองเท่านั้น

 

 

ในห้วงเวลาที่โลกถูกครอบคลุมด้วยสงครามเย็น มีบริษัทเอกชนที่ประกอบกิจการด้านการทหารที่รับจัดหา “ทหารรับจ้าง” เข้าไปปฏิบัติภารกิจทั่วโลกที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักอยู่ 4 บริษัทประกอบด้วย

1. บริษัทเอคเซคคิวทิฟ เอาท์คัมส์ (Executive Outcomes) ซึ่งปิดกิจการไปแล้วตั้งแต่ปี 1998 บริษัทนี้จัดส่งทหารรับจ้างออกไปทำการรบทั่วโลก เช่น อังโกล่า และเซียร่าลีโอน

2. บริษัทแซนด์ไลน์ อินเตอร์เนชั่นแนล (Sandline International) ส่งทหารรับจ้างออกไปปฏิบัติภารกิจอยู่ในปาปัวนิวกินีและเซียร่าลีโอน บริษัทนี้ปิดกิจการไปตั้งแต่ปี 2003

3. บริษัทรักษาความปลอดภัยกรูข่า (Gurkha Security Guards, Ltd.) รับจ้างทำสงครามในประเทศเซียร่าลีโอน

4. บริษัทดินคอร์ป อินเตอร์เนชั่นแนล (Dyncorp International) รับจ้างส่งทหารเข้าไปร่วมรบในบอสเนีย โซมาเลีย อังโกล่า เฮติ โคลอมเบีย คูเวต และปัจจุบันยังคงปฏิบัติภารกิจอยู่ในอัฟกานิสถาน

จนกระทั่ง เมื่อโลกได้ก้าวผ่านจากยุคสงครามเย็นเข้าสู่ยุคแห่งการก่อการร้ายตั้งแต่ เหตุการณ์การโจมตีอาคารเวิร์ดเทรด เซนเตอร์ในปี 2001 ส่งผลให้สหรัฐฯ และพันธมิตรนาโต้ เปิดฉากการส่งทหารเข้าไปในประเทศอัฟกานิสถานและประเทศอิรักในปี 2002 – 2003 เป็นต้นมา

ซึ่งการรบในสมรภูมิทั้งสองประเทศ มีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จึงมีการใช้เจ้าหน้าที่ของบริษัทเอกชนที่ประกอบกิจการด้านการทหาร และทหารรับจ้างเป็นจำนวนมาก โดยบริษัทเอกชนที่ประกอบกิจการด้านการทหารหรือ PMC จะถูกว่าจ้างจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาให้ปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ เช่น การคุ้มกันเจ้าหน้าที่ทางการทูตของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ตลอดจนคุ้มกันสถานที่สำคัญของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในอัฟกานิสถานและอิรัก เป็นต้น

https://i1.wp.com/www.wired.com/images_blogs/photos/uncategorized/2008/08/31/blackwater_helicopter_071119_main.jpg

ธุรกิจ “ทหารรับจ้าง” ของสหรัฐอเมริกาเฟื่องฟูอย่างมากในปี 2004 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเซ็นสัญญาว่าจ้างบริษัทแบล็ควอเตอร์ (Blackwater) ให้จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปปฏิบัติภารกิจด้านการทหารในอิรัก ส่งผลให้ชื่อของ “แบล็ควอเตอร์” กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

โดย เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเดือนมีนาคม 2004 ที่สมาชิกสี่นายของบริษัทดังกล่าวถูกสังหารขณะปฏิบัติหน้าที่คุ้มกันขบวน ลำเลียงอาหารและยุทธภัณฑ์ในพื้นที่เมืองฟัลลูจาห์ (Fallujah) โดยรถยนต์นั่งตรวจการณ์ของคนทั้งสี่แล่นออกนอกเส้นทางที่กำหนด ก่อนที่จะผ่านเข้าไปในย่านชุมชนของเมืองและถูกระดมยิงจนเกิดไฟลุกท่วมทั้ง คัน สามในสี่ของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายถูกระบุว่า เป็นอดีตหน่วยรบพิเศษที่มีประสบการณ์ในการสู้รบมาหลายสมรภูมิก่อนที่จะลาออก จากกองทัพมารับภารกิจเป็นนักรบรับจ้างให้กับแบล็ควอเตอร์

ศพของทั้ง สี่ถูกประชาชนลากไปตามท้องถนนแล้วแขวนประจานไว้กับโครงสะพานท่ามกลางการโห่ ร้องแสดงความยินดีของชาวเมือง ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากการโจมตีเมืองฟัลลูจาห์เป็นครั้งแรก

นับจากนั้นมาเรื่องราว อันน่าสนใจของแบล็ควอเตอร์ก็เริ่มหลั่งไหลพรั่งพรูออกมาสู่สาธารณชน สิ่งที่น่าทึ่งก็คือ แบล็ควอเตอร์นั้นเป็นบริษัทเอกชนที่ประกอบกิจการด้านการทหารหรือ PMC ของสหรัฐฯ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อตั้งขึ้นในปี 1996

https://i2.wp.com/4.bp.blogspot.com/_4aNto1NiGcY/RkYhc2s4Q0I/AAAAAAAAGic/138rEuybBpU/s400/blackwater+helicopter+2004a.jpg

เริ่มต้นด้วยการเป็นสถานที่ฝึกทางยุทธวิธีให้กับอดีตกำลังพลของกองทัพหรือ พลเรือนทั่วไปที่สนใจในการใช้อาวุธ หรือการปฏิบัติการรบ โดยมีที่ตั้งของสนามฝึกอยู่ในพื้นที่ป่ารกร้างอันกว้างใหญ่ถึง 5,200 เอเคอร์ของมลรัฐนอร์ท แคโรไลนา (North Carolina)

ส่วนสำนักงานนั้น ตั้งอยู่ที่เมืองแมคลีน (McLean) มลรัฐเวอร์จิเนีย (Virginia) ใกล้ๆ กับสำนักงานใหญ่ของหน่วยข่าวกรองกลางหรือ ซี ไอ เอ นั่นเอง จนถึงปัจจุบันมีทหารรับจ้างอยู่ในสังกัดเป็นจำนวนกว่า 20,000 นาย

และที่น่าสนใจก็คือ แบล็ควอเตอร์มีกองกำลังทางอากาศเป็นของตนเอง ประกอบด้วยอากาศยานกว่า 20 ลำ ซึ่งในจำนวนนี้มีอากาศยานปีกหมุนติดอาวุธโจมตีภาคพื้นดิน หรือเฮลิคอปเตอร์กันชิพ (Gunship Helicopter) จำนวนหนึ่งด้วย

 

Blackwater นักรบรับจ้างในสมรภูมิอิรัค

อีริค ปริ้นซ์ (Erik Prince)

ผู้ก่อตั้งแบล็ควอเตอร์คือ อีริค ปริ้นซ์ (Erik Prince) อดีตนายทหารจากหน่วยเนวี ซีล (Navy Seal) อันเลื่องชื่อของสหรัฐฯ ผู้ซึ่งมีประวัติของการเป็นพวกเคร่งศาสนาและนิยมขวาจัด จนถูกมองว่าเขาเป็นตัวแทนของสงครามครูเสดยุคใหม่

ปริ้นซ์มาจากครอบครัวนายธนาคารที่มั่งคั่งและเป็นผู้ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่อดีตประธานาธิบดีจอร์ช ดับเบิลยู บุช ส่งผลให้แบล็ควอเตอร์ได้รับการว่าจ้างจากรัฐบาลสหรัฐฯ ให้เป็นผู้รับผิดชอบงานด้านการรักษาความปลอดภัยต่างๆ อย่างมากมาย ดังปรากฏข้อความอยู่ในเวปไซด์ของบริษัทว่า

“ … บริษัทของเรารับดำเนินการต่างๆ เพื่อความมั่นคงของโลกในศตวรรษที่ 21 รวมทั้งแก้ปัญหาด้วยการดำเนินการทางยุทธวิธีในหลายรูปแบบ โดยมีประวัติในการรับดำเนินการให้กับหน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างๆ ทั่วประเทศ รวมถึงบริษัทข้ามชาติต่างๆ ทั้งในสหรัฐฯ และมิตรประเทศทั่วโลก … ”

บริษัทแบล็ควอเตอร์นับเป็นบริษัทที่อัตราการเจริญเติบโตสูงมากบริษัทหนึ่ง นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 1996 เนื่องจากมีผลกำไรจากการประกอบการจำนวนมหาศาล ทหารรับจ้างส่วนใหญ่ของแบล็ควอเตอร์มาจากอดีตกำลังพลของกองทัพสหรัฐฯ โดยเฉพาะหน่วยเนวี่ ซีล และหน่วยรบพิเศษของนาวิกโยธิน รวมไปถึงหน่วยสวาท (SWAT) ของตำรวจสหรัฐฯ และทหารรับจ้างจากทั่วโลก

https://i2.wp.com/www.tulanelink.com/tulanelink/blackwater.jpg

  บริษัทแบล็ควอเตอร์นับเป็นบริษัทที่อัตราการเจริญเติบโตสูงมากบริษัทหนึ่ง นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 1996 เนื่องจากมีผลกำไรจากการประกอบการจำนวนมหาศาล ทหารรับจ้างส่วนใหญ่ของแบล็ควอเตอร์มาจากอดีตกำลังพลของกองทัพสหรัฐฯ โดยเฉพาะหน่วยเนวี่ ซีล และหน่วยรบพิเศษของนาวิกโยธิน รวมไปถึงหน่วยสวาท (SWAT) ของตำรวจสหรัฐฯ และทหารรับจ้างจากทั่วโลก

สำหรับผู้ว่าจ้าง ส่วนใหญ่ของบริษัทก็คือกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ หรือ “เพนตากอน” นั่นเอง ตัวอย่างเช่น ในปี 2002 แบล็ควอเตอร์เซ็นสัญญา 5 ปีมูลค่า 37 ล้านเหรียญกับกองทัพเรือสหรัฐฯ ในการจัดการฝึกให้กับกำลังพลของกองทัพเรือในการรักษาความปลอดภัยบนเรือ การจัดชุดระวังป้องกัน เทคนิคการค้นหาและเข้ายึดที่หมาย เป็นต้น

นอก จากนี้ในเดือนกุมภาพันธ์ของปีเดียวกัน แบล็ควอเตอร์ยังได้รับการว่าจ้างจากรัฐบาลชิลีในการฝึกกำลังพลชุดคอมมานโด ในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ เช่น การจู่โจมและการตรวจค้นเพื่อเตรียมการเข้าร่วมปฏิบัติภารกิจกับกองทัพสหรัฐฯ ในอิรัก และในปี 2003 บริษัทก็เซ็นสัญญามูลค่า 21 ล้านเหรียญกับกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ในการรักษาความปลอดภัยให้กับนายเลวิส พอล เบรเมอร์ ผู้บริหารสูงสุดของสหรัฐฯ ในช่วงที่เข้ายึดครองอิรักโดยจัดกำลังพลทหารรับจ้างพร้อมเฮลิคอปเตอร์จำนวน 2 ลำทำหน้าที่ในการคุ้มกัน

อย่างไรก็ตามในห้วงเวลาที่ผ่านมา ประวัติและชื่อเสียงของแบล็กวอเตอร์ต้องด่างพร้อยไปอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยิงใส่ฝูงชนชาวอิรักกลางกรุงแบกแดดเมื่อปี 2007 ทำให้หน่วยรักษาความปลอดภัยและประชาชนผู้บริสุทธิ์ชาวอิรักเสียชีวิตถึง 17คน โดยทางการอิรักถึงกับมีการออกแถลงการณ์ไม่ยอมรับการเข้ามาปฏิบัติภารกิจของ นักรบรับจ้างจากบริษัทแบล็ควอเตอร์ รวมถึงจะไม่ต่ออายุสัญญาการปฏิบัติงานและวีซ่าให้กับบุคคลเหล่านี้

แม้ แต่กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ เองก็มีการประกาศยกเลิกสัญญาว่าจ้างบริษัทแบล็ควอเตอร์และเหล่านักรบรับจ้าง ของบริษัท ในการปฏิบัติภารกิจในการรักษาความปลอดภัยและคุ้มกันบุคลากรของกระทรวงฯ ที่ปฏิบัติงานอยู่ในอิรัก อีกทั้งมีการดำเนินคดีนักรบรับจ้างของแบล็กวอเตอร์ 5 นายที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอีกด้วย

แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะคลุม เครือ ไม่ชัดเจนและเต็มไปด้วยความสับสน เพราะแม้ว่าแบล็ควอเตอร์จะหมดสัญญาจ้างไปแล้วตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีการให้เอกสิทธิ์พิเศษแก่สมาชิกของบริษัทในการเดินทางเข้าไป ปฏิบัติภารกิจเฉพาะในอิรักจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้แบล็ควอเตอร์ก็ยังถือสัญญาว่าจ้างในการปฏิบัติภารกิจในอัฟกานิสถานอยู่อย่างสมบูรณ์ รวมทั้งยังคงมีเครือข่ายทางด้านการจารกรรมกับบริษัทย่อยนับพันบริษัทที่ กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลกในการป้อนข้อมูลเกี่ยวกับการต่อต้านการก่อการร้าย หรือการปกป้องสหรัฐฯ จากการโจมตีของกลุ่มต่างๆ เพื่อส่งต่อให้หน่วยข่าวกรองบางหน่วยของรัฐบาลสหรัฐฯ ตลอดจนยังคงรับงานจารกรรมข้อมูลสำคัญทางด้านธุรกิจการค้าของบริษัทเอกชน ต่างๆ รวมไปถึงการจัดส่งทหารรับจ้างเข้าไปในประเทศบางประเทศด้วยค่าจ้างที่สูง ลิบลิ่วอีกด้วย

รวมทั้งยังมีบริษัทลูกที่ชื่อ แม็คอาเธอร์รับจ้างคุ้มกันขบวนเรือสินค้าและกำจัดโจรสลัดในน่านน้ำสากลใน บริเวณอ่าวอีเดนของประเทศโซมาเลีย โดยใช้เรือรบของบริษัทที่มีความยาว 184 ฟุตอีกจำนวนหนึ่งทำหน้าที่ในการคุ้มกันอีกด้วย

 

Blackwater นักรบรับจ้างในสมรภูมิอิรัค

ในความเป็นจริงแล้วแบล็ควอเตอร์เองก็ทราบดีถึงภาพลักษณ์ที่ถูกมองจากสังคมว่า บริษัทเป็นธุรกิจที่ผู้คนธรรมดาสามัญควรจะออกห่างให้ไกลที่สุด เพราะเหล่านักรบรับจ้างของแบล็ควอเตอร์ล้วนแต่ถูกตัดสินจากสังคมว่า โหดเ***้ยมอำมหิต ดุดัน สังหารผู้คนได้อย่างเลือดเย็น

ตัวอย่างเช่น ในปี 2006 มีกลุ่มสมาชิกของแบล็ควอเตอร์ออกทำการลาดตระเวนในที่สาธารณะพร้อมอาวุธ สงครามครบมือในมลรัฐนิว ออร์ลีนส์ของสหรัฐฯ โดยอ้างว่าได้รับการว่าจ้างหน่วยงานด้านความปลอดภัยของรัฐฯ สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนที่มองพวกเขาในฐานะ “ฆาตกร” มากกว่าที่จะสร้างความอุ่นใจในฐานะ “ผู้พิทักษ์” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้สื่อข่าวเข้าไปสัมภาษณ์สมาชิกบางคนของแบ ล็ควอเตอร์ที่กำลังปฏิบัติภารกิจอยู่นั้น ทำให้ทราบว่าพวกเขาเพิ่งเดินทางกลับมาจากอิรักได้เพียงสองสัปดาห์เท่านั้น

สิ่ง ต่างๆ เหล่านี้บ่งชี้ให้เห็นว่า ชาวอเมริกันเองก็มองทหารรับจ้างของแบล็ควอเตอร์ไม่ต่างไปจากชาวอิรัก เป็นมุมมองที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว วิตกกังวล ซึ่งส่งผลให้รายได้จำนวนมากมายมหาศาลจากสัญญาว่าจ้างทั้งจากรัฐบาลสหรัฐฯ และหน่วยงานต่างๆ ทั่วโลกลดลงอย่างน่าใจหาย จึงมีความพยายามที่จะปรับภาพลักษณ์ของตัวเองใหม่

เริ่มตั้งแต่การ เปลี่ยนชื่อบริษัทจาก “แบล็ควอเตอร์” เป็น บริษัท “ซี” (Xe – ออกเสียงว่า zee ในภาษาอังกฤษ) รวมไปถึงการประกาศลาออกจากตำแหน่งของนายอีริค ปริ้นซ์ ประธานฝ่ายบริหารของบริษัทเมื่อเดือนมีนาคม 2009 รวมถึงประกาศนโยบายของบริษัทที่ตั้งขึ้นใหม่ว่า ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่มีรูปแบบลักษณะการปฏิบัติภารกิจที่คล้ายคลึงกับแบล็ควอ เตอร์

นอกจากนี้ศูนย์ฝึกทางยุทธวิธีของแบล็ควอเตอร์ที่เคยถูกระบุ ว่าเป็นสถานที่หวงห้ามและถูกมองว่าเป็นสถานที่ตั้งของหน่วยทหารรับจ้างนอก กฎหมาย ก็ได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น “ศูนย์ฝึกของสหรัฐฯ” (U.S. Training Center) อีกด้วย

อย่างไรก็ตามในห้วงเวลาที่ผ่านมา จากผลการปฏิบัติภารกิจของแบล็ควอเตอร์ในอิรัก หากไม่นับรวมถึงเรื่องอื้อฉาวของการยิงใส่ฝูงชนซึ่งก็ยังอยู่ในขั้นตอนของ ศาลยุติธรรม หรือการใช้บริการโสเภณีเด็กชาวอิรัก แบล็ควอเตอร์ก็ไม่ได้เลวร้ายไปเสียทั้งหมด

ทหารรับจ้างเหล่านี้ส่วน หนึ่งเป็นอดีตหน่วยรบชั้นยอดของสหรัฐฯ ที่เคยสร้างชื่อเสียงและเกียรติประวัติให้กับตัวเองและหน่วยของตนมาแล้ว พวกเขาเคยช่วยเหลือทหารสหรัฐฯ และบุคคลสำคัญระหว่างประเทศที่อยู่ในภาวะคับขันในการต่อสู้ในอิรักมาแล้วนับ ครั้งไม่ถ้วน

เช่น เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2007 นักบินเฮลิคอปเตอร์แบบโอเอช 6 ลิตเติ้ล เบิร์ด (OH 6 Little bird – ทางพลเรือนใช้รุ่น โอเอช 6 ส่วนทางทหารใช้รุ่น เอเอช หรือ เอ็มเอช 6) ที่พ่นสีดำทั้งลำของหน่วยบินแบล็ควอเตอร์ (Blackwater Aviation)ได้เสี่ยงชีวิตนำเครื่องร่อนลงกลางถนนในกรุงแบกแดด เพื่อช่วยเหลือเอกอัครราชทูตโปแลนด์ประจำอิรัก ที่ถูกลอบโจมตีด้วยระเบิดแสวงเครื่อง หรือ ไอ อี ดี (IED – Improvised Explosive Disposal) จำนวน 3 ลูก

หลัง จากนั้นก็ถูกกลุ่มต่อต้านหัวรุนแรงในอิรักโจมตีซ้ำจนได้รับบาดเจ็บ และสามารถนำตัวส่งโรงพยาบาลได้อย่างปลอดภัย ซึ่งความกล้าหาญและวีรกรรมของแบล็ควอเตอร์ในครั้งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็น การกระทำเยี่ยง “วีรบุรุษ” (Heroic rescue) แต่ข่าวนี้แทบไม่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนเลย

นอกจากนี้โจแอนน์ คิมเบอร์ลิน (Joanne Kimberlin) ผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์เวอร์จิเนียน ไพลอท (Virginian-Pilot) ได้บรรยายถึงการปฏิบัติหน้าที่ของเหล่านักรบรับจ้างในหน่วยบินเฮลิคอปเตอร์ ลิตเติ้ล เบิร์ดของแบล็ควอเตอร์เอาไว้อย่างน่าฟังว่า

“ … หน่วยบินแบล็ควอเตอร์ในอิรักใช้เฮลิคอปเตอร์ลิตเติ้ล เบิร์ด หรือ โอเอช 6 ที่มีขนาดเล็ก คล่องตัว มีพลประจำเครื่อง 4 นาย นักบินและผู้ช่วยอยู่ตอนหน้า ตอนหลังจะเป็นพลประจำเครื่อง 2 นาย ที่มักจะโผล่ออกมาจากตัวเครื่องทั้งสองด้านโดยมีสายรัดตัวกับเครื่องอย่าง หลวมๆ มือถือปืนกลแบบ เอ็ม 249 ที่ห้อยติดกับส่วนบนของประตู ใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบที่ฐานสกี สายตาสอดส่ายหาเป้าหมายเบื้องล่างอย่างไม่หวั่นเกรงต่อการโจมตีจากกลุ่มต่อ ต้านที่อยู่ตามอาคารบ้านเรือน เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในการลาดตระเวนทางอากาศหรือคุ้มกันขบวนลำเลียงต่างๆ ทางภาคพื้นดิน ตลอดจนคุ้มกันบุคคลสำคัญที่กำลังเดินทางโดยรถยนต์เบื้องล่าง … พวกเขาบินอย่างบ้าบิ่นและรบอย่างกล้าหาญ แต่ไม่มีใครจดจำเรื่องราวของพวกเขาเลย … ไม่มีเลย …”

ใน เดือนมกราคม 2007 เฮลิคอปเตอร์ลิตเติ้ลเบิร์ดของแบล็ควอเตอร์ถูกยิงตกเป็นครั้งแรก ขณะปฏิบัติการบินคุ้มกันขบวนของเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ในอิรัก สมาชิกแบล็ควอเตอร์ทั้ง 5 นายบนเครื่องเสียชีวิต

ความจริง จึงเปิดเผยออกมาว่า นักบินที่เสียชีวิตเคยเป็นนักบินของกองทัพสหรัฐนานเกือบ 40 ปี ก่อนที่จะออกมาเป็นนักบินรับจ้างให้แบล็ควอเตอร์ กล่าวกันว่า เขาเป็นสุดยอดนักบินในวงการเฮลิคอปเตอร์คนหนึ่งของสหรัฐฯ เลยทีเดียว พลประจำเครื่องคนหนึ่งถูกยิงเข้าที่ศีรษะขณะกำลังยิงต่อสู้กับกลุ่มต่อต้าน ที่อยู่เบื้องล่าง ส่วนพลประจำเครื่องที่เหลือเสียชีวิตขณะเครื่องตกกระทบลงกับพื้น หนึ่งในนั้นคือ อาร์ท ลากูนา (Art Laguna) ผู้ซึ่งได้ส่งอีเมล์กลับไปที่บ้านที่ยูท่าห์ก่อนเสียชีวิตไม่กี่วันว่า

https://i2.wp.com/www.sptimes.com/2007/10/05/images/tb_Blackwater_450x300.jpg

“ … พวกเราทุกคนจะเป็นหน่วยที่มีความรวดเร็วในการตอบโต้ (Quick Reaction Forces) … เร็วกว่ากองทัพ … เพราะกว่าที่กองทัพจะดำเนินการใดๆ พวกเขาต้องรอการอนุมัติตามสายงานการบังคับบัญชา แต่ในแบล็ควอเตอร์ ใครก็สามารถตัดสินใจตอบโต้ได้ด้วยตัวของเขาเอง มีครั้งหนึ่งในเดือนตุลาคม 2006 ขณะที่เครื่องลิตเติ้ลเบิร์ดของเรา 2 ลำบินลาดตระเวนอยู่เหนือแบกแดดอยู่นั้น ก็เห็นรถฮัมวี่ของกองทัพบกถูกโจมตีด้วยระเบิดแสวงเครื่องที่ฝังอยู่ข้างถนน พวกเราไม่เคยรอให้ใครสั่งการ หรือขออนุมัติจากใคร ทุกอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็ว เฮลิคอปเตอร์ของเราลำหนึ่งร่อนลงสู่พื้นทันที เพื่อช่วยเหลือในการลำเลียงทหารที่บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล ส่วนเฮลิคอปเตอร์อีกลำบินวนอยู่เหนือบริเวณดังกล่าวเพื่อคอยให้การคุ้มกัน … พวกทหารที่เห็นพวกเราบนท้องฟ้า มักพูดกันเสมอว่า ไม่มีวันที่พวกเขาจะรับมอบหมายให้ทำงานที่เสี่ยงตายแบบไม่มีหลักประกันอย่าง นี้เด็ดขาด … บนท้องฟ้านั่นแหละคือพวกเรา … นักรบแบล็ควอเตอร์ …”

https://i1.wp.com/www.salem-news.com/stimg/august022008/blackwater_guy.jpg

นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องราวของนักรบรับจ้างแบล็ควอเตอร์ ที่ถูกสังคมมองออกเป็นสองมุมมอง “นักรบกล้า” หรือ “ฆาตกร” แต่ไม่ว่าจะถูกมองในมุมใดก็ตาม กองทัพสหรัฐฯ ก็ยังคงเรียกใช้พวกเขาอยู่ตลอดเวลา เหตุผลหนึ่งก็คือ … พวกเขาเหล่านี้เสียชีวิตได้โดยที่ประเทศสหรัฐฯ ไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น … พวกเขาเสียชีวิตได้โดยที่ไม่ต้องทำการบันทึกลงในบัญชีรายชื่อกำลังพลที่เสีย ชีวิตในการรบ … และเสียชีวิตได้โดยไม่ต้องการคำยกย่องสรรเสริญหรือเหรียญตราใดๆ ทั้งสิ้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้พวกเขา “เหล่านักรบรับจ้าง” จะยังคงเป็นตัวละครตัวสำคัญในสมรภูมิต่างๆ ทั่วโลกต่อไปอีกตราบนานเท่านาน

About natsuloveNaCl

pom แพ้ kon naruk

Posted on กรกฎาคม 26, 2011, in Uncategorized. Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: